วิธีเก็บเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน เก็บยังไงให้อยู่จริง
เงินเดือนออกวันที่ 30 พอถึงวันที่ 10 เหลือเท่าไหร่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่กล้าเปิดแอปดู” บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณ ปัญหาของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ไม่ใช่ไม่รู้ว่าต้องเก็บเงิน แต่คือเก็บแล้วอยู่ได้ไม่ถึงสิ้นเดือน เดี๋ยวก็มีเรื่องให้ถอน เดี๋ยวก็ของลดราคา วิธีเก็บเงินที่ได้ผลจริงเลยไม่ใช่การอดทนให้มากขึ้น แต่คือการวางระบบให้เงินย้ายหนีไปก่อนที่เราจะทันใช้ ทำตามได้ทีละขั้น ตั้งแต่รู้ตัวเลขตัวเอง แบ่งเงินเป็นสัดส่วน ไปจนถึงเลือกที่เก็บให้เงินอยู่ไกลมือที่สุด
ทำไมวิธีเก็บเงินแบบ “เหลือแล้วค่อยเก็บ” ถึงล้มเหลว
สูตรที่คนส่วนใหญ่ใช้คือ รายได้ − รายจ่าย = เงินเก็บ ฟังดูมีเหตุผลดี แต่ในชีวิตจริงมันแปลว่า “ใช้ก่อน เหลือค่อยเก็บ” และเงินเดือนก็มีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่ง คือใช้เท่าไหร่ก็หมดพอดีเสมอ
เหตุผลง่ายมาก สมองเราไม่ได้ออกแบบมาให้ต้านสิ่งล่อใจทุกวันเป็นเดือน ๆ การหวังพึ่งวินัยล้วน ๆ จึงแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม คนที่เก็บเงินสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้ใจแข็งกว่าเรา เขาแค่สลับสมการเป็น รายได้ − เงินเก็บ = รายจ่าย คือหักเงินเก็บออกไปก่อนตั้งแต่วันเงินเดือนออก แล้วใช้ชีวิตด้วยเงินที่เหลือ พูดอีกแบบคือเปลี่ยนจาก “พยายามเก็บ” เป็น “ตั้งระบบให้มันเก็บเอง”
ขั้นแรก: รู้ตัวเลขตัวเองก่อน เงินเข้าเท่าไหร่ ออกไปไหนบ้าง
วิธีเก็บเงินทุกสูตรเริ่มจากจุดเดียวกัน คือต้องเห็นภาพก่อนว่าตอนนี้เงินไหลไปทางไหน ลองจดรายจ่ายจริง ๆ สัก 30 วัน จะใช้แอปจดรายรับรายจ่าย ไล่ดูสลิปในแอปธนาคาร หรือจดใส่โน้ตในมือถือก็ได้ ไม่ต้องสวยงาม ขอแค่ครบ
พอครบเดือนแล้วแบ่งรายจ่ายเป็น 2 กอง
- รายจ่ายจำเป็น — ค่าเช่า ค่าเดินทาง ค่าอาหารหลัก ค่าน้ำค่าไฟ ค่าผ่อนหนี้ พวกนี้ตัดยาก แต่บางตัวลดได้
- รายจ่ายตามใจ — กาแฟแก้วที่สาม ค่าสมัครสตรีมมิงที่ไม่ได้ดู ของเข้าตะกร้าตอนเที่ยงคืน พวกนี้แหละคือขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่
หลายคนตกใจตอนเห็นตัวเลขรวมของค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ พวกนี้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ชานมวันละแก้ว แก้วละ 60 บาท ปีหนึ่งคือประมาณ 21,900 บาท ไม่ได้แปลว่าห้ามกินนะ แค่อยากให้เลือกโดยเห็นราคาเต็มของมันก่อน ใครอยากได้แนวทางวางแผนการเงินภาพใหญ่แบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ วางแผนการเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน
วิธีเก็บเงินแบบ “จ่ายให้ตัวเองก่อน”
ถ้าจำจากบทความนี้ได้ข้อเดียว ขอให้เป็นข้อนี้ — Pay Yourself First หรือจ่ายให้ตัวเองก่อน วิธีทำมี 3 ขั้น
- เปิดบัญชีเงินเก็บแยกจากบัญชีเงินเดือน คนละธนาคารได้ยิ่งดี
- ตั้งโอนอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปบัญชีเงินเก็บ ทุกวันเงินเดือนออกหรือวันถัดไป
- ไม่ผูกบัญชีเงินเก็บกับแอปช้อปปิงหรือบัตรใด ๆ ทั้งสิ้น ให้ถอนยากเข้าไว้
แค่นี้จบ เงินเก็บจะโตขึ้นทุกเดือนโดยที่เราไม่ต้องสู้กับตัวเองเลย เพราะเงินย้ายออกไปก่อนที่เราจะทันเห็นมันในยอดใช้จ่าย เริ่มที่ 10% ของเงินเดือนก็ได้ ถ้ายังตึงไป ลด 5% ก็ยังดีกว่าศูนย์ ประเด็นไม่ใช่จำนวน แต่คือให้ระบบมันหมุนของมันเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยขยับเปอร์เซ็นต์ทีหลัง
แบ่งเงินเดือนเป็นสัดส่วน: สูตร 50/30/20 ที่ปรับให้เข้ากับชีวิตจริงได้
สูตรแบ่งเงินยอดนิยมที่เข้าใจง่ายสุดคือ 50/30/20 แบ่งรายได้หลังหักภาษีเป็น 3 ก้อน คือ 50% สำหรับรายจ่ายจำเป็น 30% สำหรับความสุขส่วนตัว และ 20% สำหรับเงินเก็บกับการปลดหนี้ ลองดูตัวอย่างสมมติเป็นตัวเลขกลม ๆ
| ก้อนเงิน | สัดส่วน | เงินเดือน 18,000 บาท | เงินเดือน 30,000 บาท | ใช้กับอะไร |
|---|---|---|---|---|
| จำเป็น | 50% | 9,000 | 15,000 | ค่าเช่า อาหาร เดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ |
| อยากได้ | 30% | 5,400 | 9,000 | กินข้าวนอกบ้าน เที่ยว ของที่อยากได้ |
| เก็บ/ปลดหนี้ | 20% | 3,600 | 6,000 | เงินฉุกเฉิน เป้าหมายระยะยาว โปะหนี้ |
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่กฎเหล็ก ค่าเช่าในเมืองใหญ่บางทีกินไป 40% ของเงินเดือนคนเดียวก็มี ถ้าชีวิตจริงทำ 50/30/20 ไม่ได้ ลอง 60/25/15 หรือ 70/20/10 ก็ยังนับว่ามีระบบ ดีกว่าไม่แบ่งอะไรเลยเยอะมาก ขอแค่อย่างเดียว ก้อน “เก็บ” ต้องหักออกก่อนเสมอ ห้ามเป็นก้อนสุดท้ายที่รอเศษเงิน
เป้าหมายแรกของเงินเก็บ: เงินสำรองฉุกเฉิน
ก่อนฝันถึงเที่ยวญี่ปุ่นหรือดาวน์รถ เงินก้อนแรกที่ควรมีคือเงินสำรองฉุกเฉิน แนวทางที่พูดถึงกันทั่วไปคือประมาณ 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เผื่อวันที่ตกงาน ป่วย หรือมีเหตุต้องใช้เงินด่วนโดยไม่ต้องไปกดบัตรกดเงินสดดอกเบี้ยแพง ๆ
ฟังดูเยอะใช่ไหม ไม่ต้องรีบให้ครบในปีเดียว ตั้งเป้าย่อยเป็นขั้น เช่น ขั้นแรกให้มีเท่ารายจ่าย 1 เดือนก่อน แล้วค่อยไต่ไป 3 เดือน 6 เดือน รายละเอียดว่าควรเก็บเท่าไหร่ เก็บไว้ที่ไหน เราเขียนแยกไว้ละเอียดแล้วที่ เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่ เก็บไว้ที่ไหนดี
เก็บเงินไว้ที่ไหนดี ให้เงินงอกและหนีมือเราได้
ที่เก็บเงินมีผลกับความสำเร็จมากกว่าที่คิด ถ้าเงินเก็บนอนอยู่บัญชีเดียวกับเงินใช้ มันจะค่อย ๆ ระเหยแบบไม่รู้ตัว ลองเทียบตัวเลือกยอดนิยมกัน
| ที่เก็บ | สภาพคล่อง | ผลตอบแทน | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| บัญชีออมทรัพย์ทั่วไป | ถอนได้ทันที | ต่ำ | เงินหมุนใช้รายเดือน ไม่เหมาะเป็นที่เก็บหลัก |
| บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง/ดิจิทัล | ถอนได้ทันที | สูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไป | เงินสำรองฉุกเฉิน |
| ฝากประจำแบบมีเงื่อนไข | ถอนก่อนกำหนดเสียสิทธิ์ดอกเบี้ย | ปานกลาง | คนใจไม่แข็ง อยากให้ถอนยาก ๆ |
| กองทุนรวมตลาดเงิน | ขายแล้วรอรับเงินประมาณ 1 วันทำการ | ใกล้เคียงเงินฝาก มีความเสี่ยงต่ำแต่ไม่ใช่ศูนย์ | เงินเก็บที่ยังไม่มีแผนใช้ใน 1–2 ปี |
ถ้าให้เลือกที่เดียวสำหรับคนเพิ่งเริ่ม เราเชียร์ออมทรัพย์ดิจิทัลดอกเบี้ยสูง เปิดผ่านแอปได้เลยและส่วนใหญ่ไม่มีขั้นต่ำ ข้อเสียเดียวคือมันถอนง่ายไปหน่อย ใครรู้ตัวว่าใจอ่อนให้ข้ามไปฝากประจำแบบผูกเงื่อนไขแทน อัตราดอกเบี้ยแต่ละธนาคารไม่เท่ากันและเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ ก่อนเปิดบัญชีลองเช็กอัตราดอกเบี้ยเงินฝากล่าสุดจากเว็บธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งรวบรวมข้อมูลของทุกธนาคารไว้ให้เทียบกันได้ อีกเรื่องที่ต้องย้ำคือ ระวังมิจฉาชีพชวน “ฝากเงินดอกเบี้ยสูงผิดปกติ” ถ้าเจอข้อเสนอที่ดีเกินจริง เช็กหรือปรึกษาได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213 ก่อนโอนทุกครั้ง
เทคนิคเสริมให้เก็บสนุกและอยู่ได้ยาว
ระบบอัตโนมัติคือกระดูกสันหลังของวิธีเก็บเงินทั้งหมด ส่วนพวกนี้คือของเล่นที่ช่วยให้ไม่เบื่อกลางทาง เลือกใช้อันที่เข้ากับนิสัยตัวเอง
ตั้งชื่อบัญชีตามเป้าหมาย
แอปธนาคารส่วนใหญ่ตั้งชื่อบัญชีหรือเป้าหมายย่อยได้ เปลี่ยนจาก “บัญชีออมทรัพย์ 2” เป็น “ตั๋วเครื่องบินโอซาก้า” เท่านั้นแหละ ใจมันสู้ขึ้นเยอะ เพราะทุกครั้งที่จะถอน เราไม่ได้ถอนเงิน เรากำลังฉีกตั๋วเครื่องบินตัวเอง
แบงก์ 50 ห้ามใช้
คลาสสิกแต่เวิร์ก ได้แบงก์ 50 มาเมื่อไหร่ หยอดกระปุกทันที บางคนเล่นกับเหรียญสิบหรือเศษเงินท้ายวันแทนก็ได้ ปลายปีเปิดกระปุกทีมีเงินก้อนเล็ก ๆ ให้ชื่นใจ
ตั้งกติกา 72 ชั่วโมงก่อนซื้อของชิ้นใหญ่
อยากได้อะไรที่ราคาเกินเพดานที่ตั้งไว้ เช่น 1,000 บาท ให้ใส่ตะกร้าทิ้งไว้ 3 วันก่อน ถ้าครบแล้วยังอยากได้อยู่ค่อยซื้อ ส่วนใหญ่จะพบว่าความอยากมันหมดอายุไปเองตั้งแต่วันที่สอง
เพิ่มฝั่งรายได้ควบคู่กันไป
การประหยัดมีเพดาน แต่รายได้ไม่มี ถ้าลดรายจ่ายจนตึงแล้วยังเก็บได้น้อย ลองมองหางานเสริมหลังเลิกงานดู เราเคยรวมไอเดียไว้ที่ หารายได้เสริมหลังเลิกงาน เงินที่ได้จากทางนี้ถ้าโยนเข้าบัญชีเก็บทั้งก้อนได้ยิ่งเร่งสปีด เพราะมันเป็นเงินที่ชีวิตประจำวันเราไม่เคยพึ่งอยู่แล้ว
เก็บครบเป้าแล้วไปไหนต่อ: จากเงินเก็บสู่เงินลงทุน
พอเงินสำรองฉุกเฉินครบและระบบเก็บเงินรายเดือนนิ่งแล้ว เงินเก็บส่วนที่เกินจากนั้นควรเริ่มทำงานหนักขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินฝากอย่างเดียวมักโตไม่ทันราคาของที่แพงขึ้นทุกปี การลงทุนคือขั้นต่อไป แต่ไม่ต้องรีบกระโดด ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ต้องเข้าใจสิ่งที่จะลงทุนก่อนเสมอ และไม่มีอะไรการันตีผลตอบแทนได้
จุดเริ่มที่ปลอดภัยคือหาความรู้ให้แน่นก่อนควักเงินจริง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคอร์สเรียนฟรีสำหรับมือใหม่บนเว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนใครอยากเช็กว่าตัวเองพร้อมลงทุนหรือยัง ลองไล่ดูเช็กลิสต์ของเราที่ เช็กความพร้อมก่อนเริ่มลงทุนสำหรับมือใหม่ ได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
เงินเดือนน้อย แทบไม่พอใช้ จะเริ่มเก็บเงินยังไง
วิธีเก็บเงินสำหรับคนรายได้ยังไม่มากคือเริ่มจากจำนวนที่เล็กจนรู้สึกว่า “แค่นี้เองเหรอ” เช่น วันละ 20 บาท หรือเดือนละ 500 บาท เป้าหมายช่วงแรกไม่ใช่ยอดเงิน แต่คือสร้างนิสัยและระบบให้เกิดขึ้นก่อน พอรายได้ขยับหรือคุมรายจ่ายเก่งขึ้น ค่อยเพิ่มจำนวนตาม และอย่าลืมมองฝั่งเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย
ควรเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
ตัวเลขที่นิยมใช้เป็นหลักคือ 10–20% ของรายได้ แต่คำตอบจริงคือ “เท่าที่ทำต่อเนื่องได้” เก็บ 5% ทุกเดือนไม่มีพลาด ชนะเก็บ 30% แล้วล้มเลิกในเดือนที่สามแน่นอน
เก็บเงินไว้ในบัญชีเดียวกับเงินใช้ได้ไหม
ไม่แนะนำเลย เพราะสมองจะตีความยอดที่เห็นในแอปทุกวันว่า “ใช้ได้” แยกบัญชีให้เด็ดขาด และถ้าตัดใจไม่เก่ง เลือกแบบที่ถอนยากไว้ก่อน เช่น ไม่ผูกบัญชีเก็บกับแอปจ่ายเงินใด ๆ
มีหนี้อยู่ ควรโปะหนี้ก่อนหรือเก็บเงินก่อน
ทำคู่กันได้ แนวทางที่ใช้กันบ่อยคือ เก็บเงินสำรองก้อนเล็กไว้ก่อนสัก 1 เดือนของรายจ่าย กันเหตุฉุกเฉินไม่ให้ต้องกู้เพิ่ม จากนั้นทุ่มโปะหนี้ดอกเบี้ยแพงสุดก่อน เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบ เพราะดอกเบี้ยหนี้พวกนี้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมาก ปิดได้เมื่อไหร่เงินที่เคยจ่ายดอกจะกลายเป็นเงินเก็บทันที
ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงเริ่มลงทุนได้
เงื่อนไขสำคัญไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คือมีเงินสำรองฉุกเฉินครบก่อน และลงทุนด้วยเงินเย็นที่ไม่มีแผนใช้ในเร็ว ๆ นี้เท่านั้น ปัจจุบันกองทุนรวมหลายตัวเริ่มได้ด้วยหลักร้อยบาท จำนวนเงินจึงไม่ใช่กำแพง ความเข้าใจต่างหากที่สำคัญกว่า
รายได้ไม่แน่นอน ฟรีแลนซ์ หรือมีรายได้เสริม จะเก็บเงินให้อยู่ยังไง
ถ้ารายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน อย่าตั้งยอดเก็บเป็นตัวเลขตายตัว ให้ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์แทน เช่น เงินเข้าบัญชีก้อนไหนก็กัน 10–20% ของก้อนนั้นไปบัญชีเก็บทันที เดือนที่ได้น้อยก็ยังเก็บได้ตามสัดส่วนโดยไม่รู้สึกว่าทำไม่ไหว เดือนที่ได้เยอะก็เก็บได้มากขึ้นเองโดยไม่ต้องคิดใหม่ และควรตั้งเงินสำรองฉุกเฉินให้หนากว่าคนเงินเดือนประจำ อย่างน้อย 6 เดือนของรายจ่าย เผื่อเดือนที่ไม่มีงานเข้ามาเลย
สรุป: วิธีเก็บเงินที่อยู่จริง คือระบบที่ไม่ต้องพึ่งความอดทน
ทั้งหมดย่อเหลือ 5 ข้อ จดรายจ่าย แยกบัญชี ตั้งโอนอัตโนมัติ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน แล้วค่อยขยับไปลงทุน เดือนแรกอาจเก็บได้แค่หลักร้อย ไม่เป็นไร ระบบที่หมุนเองได้ต่อเนื่องชนะเงินก้อนใหญ่ที่มาครั้งเดียวแล้วหายเสมอ งานเดียวที่ต้องทำตอนนี้คือเปิดแอปธนาคาร แล้วตั้งโอนอัตโนมัติรอไว้ก่อนเงินเดือนรอบหน้าจะออก